5 เทคนิคเขียนแคปชั่น เขียนยังไงให้ขายดี สายเทาสายขาวใช้ได้หมด

5 เทคนิคเขียนแคปชั่น เขียนยังไงให้ขายดี สายเทาสายขาวใช้ได้หมด

การที่คุณจะขายของหรือขายบางสิ่งบางอย่าง อันดับแรกหลายคนเทให้กับเรื่องรูปภาพเป็นอันดับหนึ่งเลย แต่มันยังมีอีกองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “การเขียนแคปชั่น” ที่บทความนี้ผมจะมาแชร์ว่าเราจะเขียนยังไงให้ขายดิบขายยดีกันครับ

การเขียนแคปชั่นนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึงที่มีผลอย่างมากเกี่ยวกับค่าโฆษณาและการหาลูกค้านะครับ วันนี้ผมมี 5 เทคนิคดีๆในการเขียนแคปชั่นมาฝากกัน

1. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและสื่ออารมณ์

มีคนบอกว่าการซื้อของออนไลน์มันเป็นเรื่องของอารมณ์ นั่นอาจจะเป็นความจริงถึงแม้ยังไม่ทั้งหมด “อารมณ์” สามารถสื่อออกมาได้จากการเขียนด้วยนะ นั่นคือการที่เราใช้ภาษาที่เข้าถึงและเข้าใจง่าย อาจจะเป็นภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันหรืออาจจะเป็นคำอุทานหรือคำสบถอะไรบางอย่างที่ใส่เข้ามาในแคปชั่นการขายของเรา มันจะทำให้แคปชั่นของเรานั้นดูเฟรนด์ลี่ และไม่เป็นทางการจนเกินไป

2. 5W นั่นคือ What,Where,When.Why

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และ เมื่อไหร่ ในการเขียนแคปชั่นหัดตั้งคำถามเข้าไว้เช่น

– ทำยังไงดีถ้า……

– ถ้าพรุ่งนี้เกิด……

การทำแบบนี้จะส่งผลให้สมองของคนอ่านฉุกคิดอะไรบางอย่าง และสนใจในแคปชั่นของเราชั่วครู่ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ว่าจะคิดเนื้อหาหลังจากนี้ได้น่าสนใจและจะพาลูกค้าเข้าไปในทิศทางไหน

3. เข้าไปในใจลูกค้า

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องเข้าไปในใจลูกค้าให้ได้ ว่าเค้าต้องการที่จะได้ยินอะไรและเราสามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เค้าได้บ้าง เมื่อเราเข้าไปในใจของลูกค้าได้แล้ว เราจะรู้ว่า เราควรจะสื่อสารอะไร เพื่อแก้ปัญหาให้เค้านั่นเอง

4. วางโครงเรื่อง

ในการเขียนนั้นถ้าเป็นการเขียนเพื่อเล่าเรื่อง ทุกครั้งเราควรที่จะมีโครงเรื่องในใจก่อนว่า เราต้องการที่จะเล่าอะไร สื่อสารอะไร และควรไล่เป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่

– หัวเรื่อง >> Hook ให้น่าสนใจ

– กลางเรื่อง >> เนื้อหาที่ชวนดึงดูด

– ท้ายเรื่อง >> สรุปว่าเค้าจะได้อะไร

และเราจะพาเค้าเคลิ้มไปตามเรื่องที่เราเล่าได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่คุณต้องไปทำการบ้านต่อนั่นเอง

5. แคปชั่นสั้นหรือยาว ดีกว่ากัน ??

กูรูหลายๆคนบอกว่า การเขียนแคปชั่นให้สั้นๆเข้าไว้ จริงหรือเปล่า???

คำตอบคือ : ไม่มีใครรู้ครับ

จนกว่าคุณจะได้ทดสอบมันด้วยตัวเอง เพราะแต่ละธุรกิจแต่ละสินค้า ก็ไม่เหมือนกัน เพราะมันไม่เหมือนกันจริงๆนะ บางธุรกิจ ใช้แคปชั่นสั้นๆ ฮุคคนได้รวดเร็ว ก็อาจจะดีกว่า แต่บางธุรกิจ ใช้แคปชั่นยาวๆ เล่าเรื่องให้ชวนคล้อยตาม ก็อาจจะดีกว่าเช่นกัน สุดท้ายแล้วคุณเองเท่านั้นที่รู้ เพราะคุณจะต้องทำการเทสมัน จะด้วย A/B Testing หรืออะไรก็ตามแต่ คุณต้องเทสเท่านั้น แล้วตัวเลขจะบอกคุณเอง ว่าอันไหนดีที่สุด

สรุป

การเขียนแคปชั่นที่ผมแนะนำไปหากใครเข้าใจดีก็สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งสายเทาและสายขาว มันมีประโยชน์มาก ยิ่งคุณฝึกเขียนฝึกใช้บ่อยเท่าไหร่ก็จะเป็นประโยชน์มากเท่านั้น ผมว่าการเขียนแคปชั่นเนี่ยเป็นอีกหนึ่งสกิลที่ควรมีติดตัวเลย และหวังว่าผู้อ่านทุกคนจะได้ผลลัพธ์ดีๆ จากการนำไปใช้นะครับ

เฮียบอย

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเขียนแคปชั่น !! เมื่อคุณโฆษณา Facebook

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเขียนแคปชั่น !! เมื่อคุณโฆษณา Facebook

การเขียนแคปชั่นหรือจะเรียกว่าการเขียนคอนเทนต์ก็ได้ ซึ่งเวลาเราโพสต์ลงเฟสบุ๊คเนี่ยเราก็ต้องเขียนอธิบายเพื่อสื่อสารกับผู้อ่าน ซึ่งในบทความนี้ผมจะมาแชร์ “สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเขียนแคปชั่น” ให้ครับ

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเขียนแคปชั่น !! (ยาวไปเลือกอ่าน)

เกริ่นถึงแคปชั่นกันก่อน

หนึ่งในองค์ประกอบที่จะทำให้คุณมีลูกค้า และการโฆษณาของคุณประสบความสำเร็จ นั่นคือการเขียน “แคปชั่น”

ค้นพบว่าการเขียนแคปชั่นที่ดีนั้น จะช่วยให้ลูกค้าสนใจสินค้าของคุณได้เพิ่มมากขึ้นอีก 30% เลยทีเดียว ผมบอกเลยไม่ว่าคุณจะเป็นสายขาว สายเทา ยังไงคุณก็ต้องเขียนคอนเทนต์ให้ได้ เขียนให้เป็น เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อีกตัวเลย

สิ่งที่ห้ามทำเมื่อคุณเขียนแคปชั่น

และถ้าคุณอยากได้แคปชั่นที่ดี โปรดอย่าทำสิ่งนี้นะครับ

  1. การใส่ข้อความที่เป็นสแปม ประหลาดๆ เช่น นำคำอังกฤษผสมคำไทย ตัวอย่าง vาย , vาว , ฝๅก , ถoน
  2. การเขียนราคา ผมแนะนำว่าให้คุณพิมพ์เป็นตัวเลขตรงๆ เลยเช่น 100 บาท 200 บาท อย่าพยายามพิม lOO บาท S00 บาท เลยครับ เพราะเฟสบุ๊คก็ยังอ่านออกอยู่ดี แถมจะยิ่งแบนเราง่ายเพราะรู้ว่าเราตั้งใจเลี่ยงตั้งใจสแปมอีก

การเขียนลักษณะนี้ ผมไม่รู้ว่าเป็นความเชื่อผิดๆมาจากไหน ว่าเฟสบุ๊คเค้าจะตรวจไม่เจอและจับไม่ได้ว่าเราขายอะไร ซึ่งมันเป็นความเข้าใจที่ผิดมากๆครับ

เพราะว่าเฟสบุ๊คเค้ารู้ครับ และถ้ายิ่งเค้าตรวจจับเจอ (ซึ่งง่ายมาก) แอดของคุณจะพังและโดนตรวจสอบได้ไวมากๆทันที เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังทำอยู่ เลิกทำนะครับ

วิธีแก้ไข คือ ให้คุณหลีกเลี่ยงคำที่เฟสบุ๊คไม่ชอบ และไม่ควรอยู่ในโฆษณา และใช้คำอื่นๆแทนนะครับ ซึ่งคำที่หลีกเลี่ยงและควรหลีกเลี่ยงมีคำอะไรบ้าง ถ้าจะพูดเรื่องนี้เดี๋ยวโพสนี้จะยาวจนเกินไป

งั้นเอาไปว่า คำไหนที่คุณอ่านแล้ว รู้สึกว่ามัน โอเวอร์เกินไป , Hardsell เกินไป หรืออ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ครั้งแรก จงหลีกเลี่ยงดีกว่านะครับ ด้วยความหวังดีครับ

สรุป

อะไรที่มันดูแล้วเรารู้สึกสแปม รู้สึกไม่เป็นมิตรกับผู้อ่านคุณก็เลี่ยงไปได้เลย เอาง่ายๆ คุณเจอโฆษณาหรือโพสต์สักตัวคุณรู้สึกว่าชอบอ่านแบบไหนก็ลองศึกษาสไตล์การเขียนนั้นดู บทความถัดๆไปถ้ามีโอกาส ผมจะมาแปะคำที่ควรเลี่ยงไว้ให้นะครับ

เฮียบอย

สิ่งที่สายเทาควรระวังเกี่ยวกับ Emoji อัปเดตล่าสุด 2021

สิ่งที่สายเทาควรระวังเกี่ยวกับ Emoji อัปเดตล่าสุด 2021

การใช้ Emoji ผมเชื่อว่าทุกคนเวลาโพสต์ต้องเคยใส่กันมาบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนที่ใส่เยอะๆ ผมมักจะเจอกับคอนเทนต์ประเภทสายเทาหรือกลุ่มพวกครีม เครื่องสำอางอะไรพวกนี้เยอะมากๆ แต่บทความนี้ผมจะมาเล่าถึงการใช้ Emoji ให้กับทุกคนฟังกันครับ

สิ่งที่สายเทาควรระวังเกี่ยวกับ Emoji (เลือกอ่านได้)

อัปเดตอัลกอริทึ่มอีโมจิบนเฟสบุ๊ค

การใช้อีโมจิจริงๆ แล้วเฟสบุ๊คเค้าไม่ได้มีข้อห้ามอะไรในการใส่ลงโพสต์ของเรา แถมมันช่วยให้โพสต์เราน่าอ่านด้วยถ้าหากเราใส่มันแบบพอดีๆ และผมก็แนะนำว่าควรใส่บ้างสักเล็กน้อยพอเป็นสีสันให้กับโพสต์ก็พอแล้ว

แต่เดียวก่อน !!! สิ่งที่ผมบอกว่าแนะนำให้ใส่ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องตะบี้ตะบันใส่มันลงไปนะครับ ให้คุณใส่แค่พอดีๆ ก็พอแล้ว ไม่ต้องใส่อะไรให้มันมากมายจนรกเกินไป

ผมขอพูดถึงเรื่องโฆษณาแบบปกติก่อนนะครับ บางครั้งเราทำโฆษณาถูกหลักทุกอย่าง ไม่ผิดกฎใดๆ ของเฟสบุ๊คเลยแต่ทำไมโดนแบน บางครั้งมันก็มาจากพวกอีโมจิเนี่ยแหละครับที่ทำให้เราโดนแบนได้

เนื่องจากว่าคอนเทนต์หรือโฆษณาตัวนั้นอาจจะใส่อีโมจิที่เยอะมากจนเกินไป และที่สำคัญคือ “เฟสบุ๊คอัพเดต” อัลกอริทึมเครื่องหมายพวกนี้ เลี่ยงได้เลี่ยงนะครับ หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าใส่เยอะจนเกินไป

ตัวอย่างอีโมจิที่มีปัญหาบ่อย

รูปอีโมจิด้านบนเนี่ยแหละครับที่ผมสังเกตมาหลายรอบและทำให้หลายคนอยู่ๆ แอดก็เน่าบ้าง โดนแบนบ้าง ยิ่งคุณทำสายเทาแล้ว สินค้าหรือโฆษณาบางตัวเดิมก็อาจจะผิดกฎชุมชนของเฟสบุ๊คอยู่แล้ว คุณก็อย่าดันทุรังใส่เข้าไปเพื่อเรียกให้ AI วิ่งมาตรวจสอบคุณจะดีกว่า

สรุป

การใส่อีโมจิยังคงใส่ได้หรือไม่ ? คำตอบคือได้นะครับ ใส่แค่พอดีเอาและอย่าใส่เยอะจนเกินไป โดยเฉพาะรูปอีโมจิด้านบนหรืออะไรก็ตามที่ออกสีแดงๆ เท่าที่ผมคุยกับหลายคนมาและเจอเองกับตัวมันชอบมีปัญหาบ่อยมากๆ

สำหรับบทความนี้ก็สั้นๆ ครับ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

เฮียบอย

Content is King แล้ว Content แบบไหน FB ชอบ ? เข้าใจก่อนลงมือทำสำหรับสายเทา

Content is King แล้ว Content แบบไหน FB ชอบ ? เข้าใจก่อนลงมือทำสำหรับสายเทา

เราต้องย้อนกลับมาตีโจทย์ให้แตกก่อนว่า จริงๆแล้ว FB คือ Platform ที่เรียกว่า “Social Network” ดังนั้นสิ่งที่ FB ต้องการมากที่สุดในการทำให้ Platform ยังคงอยู่ได้และไม่ร้าง ก็คือ “Content” แล้วสายเทาอย่างเราๆ เนี่ยจะทำคอนเทนต์ประมาณไหนดี

เข้าใจ Algorithm Facebook เบื้องต้น

Facebook เป็นระบบที่มีการ “ควบคุม” การกระทำของผู้ใช้งาน ให้สร้าง “Content” ไปในแนวทางที่ FB ต้องการ (โดยมีการตรวจจับด้วย AI ตลอดเวลา)

ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณลองโพสวิจารณ์ Policy ของ Facebook สิ หรือลองวิจารณ์ระบบ หรือวิจารณ์ Mark ดู แอคคุณจะปลิวโดยไม่รู้ตัวได้เลย (ผมท้าเพราะผมเคยโดนแล้ว คือการ capture หน้า policy มาโพส แล้วผมโดนยืนยันตัวตนเลย)

นั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า FB มีระบบ Regcognize ตลอดเวลา เช่นทำ OCR , อ่าน Subtitle ใน video อ่านเสียงในวีดีโอ

โดย Facebook พัฒนาระบบควบคุม “Content” มาตลอดเวลา เช่นระบบ NLP , Spectrum , Horizon , Pythia โดยจังหวะที่เค้าจะป้อน data ให้ AI ทำงานนั้น เค้าจะใช้วิธี “ปล่อยผี” และ “ช่วยดัน”

เช่นช่วงนึง เค้าปล่อยให้มีการละเมิด “ถ่ายทอดสดฟุตบอล” โดยไม่บล๊อคอะไรเลย แถมดันให้ด้วย ทำให้มีคนละเมิดมากมายและเอาไปผูกกับการพนัน แต่นั่นเป็นเพราะ FB ต้องการให้ AI เรียนรู้ได้เร็ว จึงปล่อยผี สุดท้ายเมื่อ AI สามารถตรวจจับเนื้อหาได้ว่า ใน live นั้น มีส่วนที่เรียกว่าพื้นสนามสีเขียว และมีการเคลื่อนไหวของฟุตบอล FB จะรู้แม้กระทั่งการละเมิดนั้นเป็นการถ่ายที่ถูกลิขสิทธิ์หรือผิดลิขสิทธิ์

เมื่อ AI ทำงานได้ตามที่ทีมงานต้องการ เค้าจะหยุดปล่อยผี และปล่อยให้ AI ควบคุม content ครับ และใช่แล้วหลังจาก AI ทำงาน คุณก็เลยไม่เห็นมีการละเมิดถ่ายบอลอีกเลย

เราจึงเห็นการแบนอัตโนมัติจาก AI ที่ฉลาดขึ้นทุกๆวัน เช่น คุณ live สด แล้วแอบเปิดเพลงคลอเบาๆ แต่เพลงมีลิขสิทธิ์ live คุณจะโดนดูดเสียงออก และโดนปิด live อัตโนมัติเอง นั่นเพราะว่า AI มันสามารถทำได้ถึงที่วิศวกรของ FB ต้องการแล้ว

และนี่คือสิ่งที่ FB ล้ำกว่า Platform อื่น คือ AI ฉลาดมาก (อย่างตอนนี้เค้ากำลังปล่อยผีให้มีการละเมิดฉายหนัง เพื่อที่จะเรียนรู้การควบคุมหนัง เพราะ FB กำลังจะลงมาแข่งเรื่อง Subscription Streaming)

แล้ว Content แบบไหนที่ Facebook ไม่ชอบกันล่ะ ?

จากที่ผมเล่าไปนั้นแสดงให้เห็นว่า FB ไม่ต้องการ Content ที่เป็นอันตรายต่อระบบ ซึ่งแยกได้ง่ายๆดังนี้

1. ละเมิดลิขสิทธิ์ (เพราะ FB จะโดนฟ้องโดยตรง ในฐานะเจ้าของ Platform)

2. ลามกอนาจาร (เพราะสังคมจะต่ำลง ถ้าไม่จำกัดสิทธิ จะเหมือนกับ VK) ดังนั้นถ้าคุณโพสภาพโป๊ตัวเอง หรือเริ่มเห็นเรือนร่าง คุณจะเริ่มโดนปิดแอคเคาท์ในที่สุด

3. ขายสินค้าในลักษณะแสดง Benefit มากกว่า Feature นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ FB ไม่ต้องการ ในกรณีที่คุณขาย Benefit นำ Feature แปลว่า คุณกำลังพยายามขายโดยใช้ “Emotional” ซึ่งทำลายผู้ใช้งานของ FB และผลลัพธ์นั้นถ้าไม่ได้ผลจริง จะทำให้ User รู้สึกมีประสบการณ์ที่ล้มเหลวกับระบบ (เสียเงิน ได้ของที่ใช้งานไม่ได้จริง ก็จะแสดงออกด้วย comment ที่เป็น negative feedback)

ซึ่งคุณจะเห็นได้ตั้งแต่แรกว่า ทำไม FB ถึงไม่เคยคิดทำปุ่ม dislike ออกมาเลย เพราะเค้ารู้ว่า ธรรมชาติมนุษย์ชอบแต่ positive feedback และรับไม่ได้กับ negative feedback ดังนั้น FB จะพยายามปิดเพจ และแบนโฆษณา และ โพส ทุกตัว ที่มี Negative Feedback ไม่ว่าจะที่คอมเมนท์ , inbox ถ้าเป็นการมุ่งขายสินค้า/บริการ จะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษครับ

จริงๆมีแบบอื่นอีกแต่คิดไม่ออก ถ้าคิดออกค่อยมาเติมให้ละกัน แต่ถ้าดูจากที่คนอื่นสรุป ก็จะประมาณนี้ครับ

– เนื้อหาโป๊เปลือย และกิจกรรมทางเพศ (nudity & sexual activity)

– เนื้อหาความรุนแรง (content violence)

– โฆษณาชวนเชื่อของผู้ก่อการร้าย (terrorist propaganda)

– เนื้อหาที่ใช้วาจาสร้างความเกลียดชัง (hate speech)

– บัญชีผู้ใช้ปลอม (fake accounts)

– สแปม (spam)

การให้ Rate Content

ทีนี้การจัด Rate content ของ FB จะคิดออกมาแบบนี้ ง่ายๆก่อนละกัน (ผมสรุปเองนะ)

1. Real Content ระบบ เมื่อตรวจสอบว่าเป็น Content จริงและเป็น Content ธรรมดา ก็จะนำส่งโดยปกติเลย ในลักษณะของการเห็น Feed ปกติ

2. Advertorial คือ Content ที่แอบแฝงการทำธุรกิจอยู่ ซึ่ง AI ถ้าตรวจจับได้ว่าคุณกำลังพยายามขาย มันจะบอกคุณว่าจะแทรกปุ่ม message , inbox ไหม ? เห็นไหมว่ามันพยายามที่จะเรียนรู้ตรงนี้มากขึ้น เมื่อมันพบว่าคุณกำลังพยายามขาย มันจะเริ่มลด Rate ความสำคัญ Content คุณลง

3. Commercial คือ Content ที่ขายจ๋าๆเลย โดยมี Direct Keyword ที่สื่อโดยตรงเลย FB ไม่ได้ไม่ชอบตรงนี้ แต่มันคิดว่าอันนี้จะไม่นำส่ง หรือน้ำส่งน้อยมากๆ เนื่องจาก มันจะบีบให้คุณไปรัน Ads และบีบให้ไปลงใน Market place ของมันแทน

AI จะตรวจจับเพื่อทำ Rate content ตรงนี้ และจัด Rate ของ Content ที่จะไปมีผลต่อการ “นำส่ง” และ “ส่งหาใคร” และ “แพงเท่าใด” ด้วยครับ

โดยมี Factor อื่นๆเข้ามาคำนวณด้วยนั่นคือ “Reactions” ครับ

เมื่อทุกอย่างเข้าตามสิ่งที่ AI ต้องการ มันจะออกผลลัพธ์มาเป็นคะแนน และคะแนนนั้นจะมีผลต่อการคิดคำนวณ ต้นทุนค่าโฆษณาของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน

Content ที่ FB ต้องการ คือ Content ที่ มี Reactions ต่อระบบ ยิ่งมากเท่าไร FB จะประเมินว่า Content นั้นดี และจะพยายามนำส่งให้ได้มากที่สุด ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งานและระบบครับ

ดังนั้นหากอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วคุณยังอยากจะขายของให้รอด สิ่งที่คุณต้องทำและเอาใจ AI ของ FB คือ สร้าง Content ที่มี Reactions เยอะๆ ให้เกิด Engagement หรือการมีส่วนร่วมในโพสเยอะๆ แล้ว FB ก็จะเริ่มให้ AI สนใจในตัวคุณ สนใจในเนื้อหาของคุณ สนใจในโพสของคุณ และสนใจใน Profile / Page ของคุณเอง

นี่คือเหตุที่คุณจะเห็น Feed ของคนที่ FB เห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคุณมากที่สุด ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนมันจะนำส่งโดยพิจารณาจากว่าใครโพสก่อน/หลัง แต่ปัจจุบันไม่ใช่ครับ มันดูพฤติกรรม (Behavior) และดูการตอบสนองต่อโพสของคุณ และมันเลือกเอา Content ที่คุณชอบ มาให้คุณอ่าน

AI มันจะพยายามป้อน Content ที่คุณมี Positive และ Feedback ด้วยเท่านั้น

และพอมองย้อนกลับไป คุณก็ต้องมองให้ออกว่า Audience ของคุณจะมีประสบการณ์ที่ดีต่อ Content คุณได้อย่างไร คุณถึงจะทำ Content ที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ และนั่นแหละคือ Content ที่ FB ต้องการครับ

สรุป

** ช่วงหลังถ้าคุณสังเกตใน Feed คุณ จะเริ่มมีโพสที่ FB suggest ให้คุณอ่านเอง นั่นแหละครับเค้าเริ่มทดลอง AI วิเคราะห์ความคิดคุณแล้ว โดยโยน Content มาทดสอบ Action ของคุณ เพื่อไปวิเคราะห์ความคิดคุณแล้วตีออกมาเป็น Interest เอง **

ถ้าคุณเล่นกับ AI แล้วเริ่มเห็นผล แสดงว่าคุณมาถูกทางละค๊าบ Content คุณต้องหัดสร้างไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะชอบ ถ้าอยากมาสายนี้นะครับ

แต่ผมกล้ายืนยันเลยว่า Real Content คือสิ่งที่ FB ต้องการมากที่สุด ไม่ว่าคุณจะทำมันบน Profile หรือว่า Page หรือว่า “ยิง Ads”

บทความหน้าจะเป็นอะไรนั้น มาติดตามกันต่อนะครับ ขอให้สายเทายิงแอดกันปังๆ ทุกคนเลย

เฮียบอย

ปัญหาเฟสโดนล้างบาง เฟสต่างประเทศล็อคสแกน IP กำจัดเฟสไม่เคลื่อนไหวทิ้งจากระบบ

ปัญหาเฟสโดนล้างบาง เฟสต่างประเทศล็อคสแกน IP กำจัดเฟสไม่เคลื่อนไหวทิ้งจากระบบ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ซื้อบัญชีเฟสเพื่อมายิงโฆษณา เป็นแอดมิน เอามาขายของ ทำพวกสายเทาต่างๆ ผมว่าคุณคงเจอปัญหาเรื่องเฟสแดง โดนล็อคบัญชีบ่อย เฟสปลิว โดนเคลียร์เฟสขยะมาบ้างไม่มากก็น้อย ถ้าคุณเจอปัญหาพวกนั้น ผมว่าคุณควรอ่านบทความนี้ครับ

ปัญหาเฟสโดนล้างบาง เฟสต่างประเทศล็อคสแกน IP (ยาวไปเลือกอ่าน)

ปัญหาของการโดน AI เฟสบุ๊คแบน

ไม่อยากจะบอกว่า จริงๆปัญหานี้ มันเกิดขึ้นมานานแล้ว การซื้อเฟส แฮคเฟสคนอื่นมาใช้ มันจะไม่เวิร์คอีกต่อไปแล้ว

ย้ำให้ฟังกันอีกทีนะ! เฟสมีการปรับปรุงระบบ และพัฒนา ai อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นเฟสเลยมีการเคลียร์เฟส ที่ผิดปกติหรือ IP มีการเปลี่ยนแปลงและมีการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย

โดยสิ่งที่จะโดนนั่นคือ การติดแดงเฟสนั้นๆเพื่อให้ยืนยัน หรือล็อคบัญชีนั้นไว้เพื่อให้คุณแก้ไขตามที่มันบอก แต่! ถึงแม้คุณจะมีข้อมูลหรือปลอมข้อมูล โอกาสได้คืนก็น้อย

เพราะเฟสส่วนใหญ่ตอนนี้ที่ขายในตลาด/ตามเว็บขายเฟสโง่ๆ มันเป็นเฟสแฮคต่างประเทศหรือฟาร์มจากเวียดนามทั้งหมด และก็เอามาขายคุณต่อกัน จากนั้นพอคุณใช้ยิงไปวันสองวัน มันก็ปลิว เพราะ IP มันเปลี่ยน เฟสมันไม่แข็งแรงหรือบางตัว แค่ล็อคอินก็โดนแบนเลยทันทีก็มี

ถ้า IP มันอยู่ในประเทศและอยู่ใกล้คุณเช่น คุณอยู่ปทุมธานี คุณซื้อเฟส IP กรุงเทพฯ มามันยังพอใช้ได้อยู่ แต่ส่วนใหญ่มาจากเวียดนามเพียบ

ถึงแม้คุณจะพยายามกู้มันด้วยวิธีต่างๆ เช่น การเข้าด้วยมือถือ, ระบุภาพเพื่อน, ยืนยันเมลล์, ติดต่อ Support ให้ช่วย เค้าก็ไม่ช่วยคุณหรอกครับ เพราะเฟสที่คุณซื้อมามันเป็นเฟสแฮค! ถึงได้กลับมาเดี๋ยวก็จะโดนแบนเหมือนเดิม เพราะว่า AI เฟสบุ๊คมีประมาณ 40 – 60 ตัว พอคุณโดนตัวนึง เดียวอีกตัวนึงก็มาตรวจสอบแล้วโดนอีก

ทางรอดของผมที่ใช้อยู่

เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำ คือการหา option ให้ตัวเองเพิ่มเติมในการที่จะมีบัญชีเฟสบุ๊คใช้ถ้ายังอยากจะทำสายเทาอยู่ นั่นคือ การวางระบบ “ฟาร์มบัญชี“, สร้างทีม,ใช้โปรแกรมช่วยวอร์ม

นี่คือสิ่งที่คุณควรทำ เพราะถ้ายังมัวแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยการซื้อเฟสมาใช้ไปเรื่อยๆ เพราะคุณก็จะต้องทำแบบนั้นไปตลอดไม่รู้จบ เมื่อมีการล้างบางทีนึงก็ต้องนั่งเครียด เพราะเสียบัญชีไปเป็นสิบๆบัญชี

ทั้งหมดนี้ ข้อดีข้อเสียอยู่ที่คุณตัดสนใจ แต่คนที่จะอยู่รอดต่อไป นั่นคือคนที่รู้จักวางแผนการฟาร์มในระยะยาวเป็น เพราะยุคแห่งการซื้อเฟสกำลังจะหมดไป เฟสแฮค, ต่างประเทศ, ไม่ active จะโดนล้างบาง

Ai จะยิ่งตรวจสอบหนักขึ้นและเก่งขึ้น บัญชี 100 บัญชีที่คุณซื้อมาใช้นั้น อาจจะปลิวได้ถึง 90-100% ในอีกไม่ช้า และถ้าคุณไม่รีบปรับตัว คุณจะโดนทิ้งไว้ข้างหลังแน่นอน

สรุป

ถ้าคุณอยากแก้พวกเรื่องเฟสติดแดง โดนบล็อก IP หรืออะไรก็ตามที่เป็นปัญหาสำหรับสายเทาอย่างพวกเรา ผมแนะนำให้ไปอ่านบทความ วิธีฟาร์มบัญชี 2021 ครั้งแรกที่ผมเขียนตั้งใจว่าจะไว้เฉพาะให้นักเรียนของผมเท่านั้น ทีนี้ผมคิดว่าลูกเพจหลายคนสอบถามมาเยอะ และอยากให้ผมเขียน ผมจึงเปลี่ยนจาก Private เป็น Public ให้ อีกอย่างนักเรียนของผมจะได้วิธีที่ Advanced กว่าในบทความที่เขียนแน่นอน